“เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า  จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่องลือไป
แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร”(ปฐมกาล 12:2)

นิมิต เป็นปัจจัยที่กำหนดไว้ในวิถีแห่งความสำเร็จ ตลอดพระคัมภีร์ เราจะเห็นว่าพระเจ้าทรงทำงานผ่านทั้งมนุษย์ผู้ชายหรือผู้หญิงโดยการสำแดงน้ำ พระทัยของพระองค์ พระองค์ทรงประทานแผนการแก่บางคน (ซึ่งทรงเรียกเจาะจง) และทำให้มีคนอยู่รอบๆ ตัวเขาหรือเธอ ซึ่งคนรอบๆ เหล่านั้นยินดีจะแสดงตัวร่วม(เพราะ) พระเจ้าทรงกำหนดไว้เพื่อให้พวกเขาสนับสนุนคนที่พระองค์ทรงเรียกนั้น ในการทำสิ่งที่พระเจ้าให้กระทำ พร้อมกันนี้ ..โดยพระเจ้า พวกเขาจะกลายเป็นคนที่ถูกขับเคลื่อนด้วยนิมิต พระเจ้าทรงใช้คนที่มีความเชื่อและเต็มใจที่จะเชื่อฟังพระองค์

 

 

นิมิตคืออะไร

นิมิตคือความคิดของพระเจ้าซึ่งได้สำแดงแก่มนุษย์ในวิถีทางที่มนุษย์คนนั้นสามารถนำมาปฏิบัติได้

ทุก สิ่งที่ดำรงอยู่มีจุดกำเนิดจากนิมิตซึ่งพระเจ้ามีไว้ในพระทัยสำหรับการทรง สร้าง พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายของพระองค์และประทานความสามารถแก่เขาในการ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่มาจากพระเจ้า โดยการใช้ความคิดสร้างสรรค์ พระเจ้าทรงคาดหวังให้มนุษย์ก้าวไปสู่นิมิตที่ทรงวางไว้ แม้จะต้องเผชิญความยากลำบากเพียงใด นิมิตจะยังคงเป็นตัวกระตุ้นอยู่ภายในผู้นำซึ่งทำให้พวกเขาได้เปลี่ยนโฉมหน้า ประวัติศาสตร์ของประเทศต่างๆ ได้

การ ทรงสร้างมีจุดเริ่มต้นที่นิมิตในพระทัยพระเจ้าและเป็นเหตุให้สิ่งสารพัดถูก กำหนดขึ้นตามวิถีของมันรวมถึงผลงานแห่งฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า ซึ่งได้แก่มนุษย์ด้วย

แล้วพระเจ้าตรัสว่า  “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา(ปฐมกาล 1:26)

นิมิต ประกอบไปด้วยการมีภาพที่ชัดเจนในใจว่าพระเจ้าทรงปรารถนาจะให้เราทำอะไร ความชัดเจน (ว่าจะต้องทำอะไร) นี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราได้เข้าสู่อาณาจักรในฝ่ายวิญญาณโดยความเชื่อ ว่าความคิดสร้างสรรค์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้โดยความช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

สิ่งที่จะทำให้นิมิตสำเร็จ

เราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเราต้องการอะไร

เมื่อ ภาพบนจอโทรทัศน์ไม่ชัดเจนและไม่สามารถมองเห็นได้ว่าคืออะไร นั่นหมายถึงโทรทัศน์นั้นได้มีบางสิ่งผิดปกติอยู่ ลองคิดถึงนิมิตของคุณดูบ้าง นิมิตนั้นยังคงเบลอๆ อยู่หรือไม่ หรือคุณสามารถมองเห็นมันได้อย่างชัดเจนหรือไม่ หากมันไม่ชัดเจน เป็นไปได้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับสัญญาณ (ซึ่งได้แก่ความเชื่อ) ในตัวคุณ สิ่งผิดปกตินั้นอาจจะเป็นความกลัว ความบาป หรือความบาดเจ็บก็ได้

เพิ่มระดับความเชื่อในตัวคุณ

ความ เชื่อเป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณที่ดำเนินสวนทางกับเหตุผล ประสาทสัมผัสต่างๆ และสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ความเชื่อสามารถไหลผ่านเข้ามาในชีวิตเราได้เมื่อมันประกอบเข้ากับความ ปรารถนาของพระเจ้า คุณสามารถมั่นใจได้ว่าคุณเราอธิษฐาน พระองค์ได้ทรงฟังคุณแล้ว “จงปีติยินดีในพระเจ้า  และพระองค์จะประทานตามใจปรารถนาของท่าน” (สดุดี 37:4)

คาดหวังการอัศจรรย์

สิ่ง ที่เราต้องทำได้แก่การรอคอยพระเจ้าเพราะคำวิงวอนต่างๆ ของเราอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ การอัศจรรย์เป็นผลจากการทำสงครามฝ่ายวิญญาณที่มีชัยชนะได้โดยความเชื่อ เมื่อพระเจ้าทรงบอกอ.เซซาร์ว่า “จงฝันที่จะมีคริสตจักรขนาดใหญ่” อ.เซซาร์เข้าใจว่าขนาดของคริสตจักรนั้นขึ้นอยู่กับตัวอ.เซซาร์ และพระเจ้าจะทรงประทานให้แก่อ.เซซาร์มากเท่าที่อ.เซซาร์มีความเชื่อใน พระองค์ หลังจากที่พระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัมว่าพระองค์จะประทานบุตรแก่เขา อับราฮัมต้องต่อสู้กับความไม่เชื่อในจิตใจด้วยความเชื่อและทำให้ตัวของเขา เข้มแข็งขึ้นในพระเจ้า หากอับราฮัมเปิดประตูให้แก่ความไม่เชื่อ (ยอมให้ความไม่เชื่อเข้ามาในชีวิตเขา) เขาก็กำลัง

ทำให้แผนการของพระเจ้าไม่สำเร็จในคนรุ่นที่กำลังจะเกิดขึ้นมา (ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า  เราได้ให้เจ้าเป็นบิดาของมวลประชาชาติ  ต่อพระพักตร์พระองค์ที่ท่านเชื่อ  คือพระเจ้าผู้ทรงให้คนที่ตายแล้วฟื้นชีวิตขึ้นมา  และทรงเรียกสิ่งของที่ยังมิได้มี  ให้มีขึ้น ฝ่ายอับราฮัมนั้น  เมื่อไม่มีหวังซึ่งเป็นที่น่าไว้ใจก็ยังได้เชื่อไว้ใจ  มีความหวังว่าจะได้เป็นบิดาของหลายประชาชาติ  ตามคำที่ได้ตรัสไว้แล้วว่า  “พงศ์พันธุ์ของเจ้าจะมากมายอย่างนั้นท่านมิได้หวั่นไหวแคลงใจในพระสัญญาของพระเจ้า  แต่ท่านมีความเชื่อมั่นคงยิ่งขึ้น  จึงถวายเกียรติแด่พระเจ้า ท่านเชื่อมั่นว่า  พระเจ้าทรงฤทธิ์อาจ กระทำให้สำเร็จได้ตามที่พระองค์ตรัสสัญญาไว้ (โรม 4:17-18, 20-21)

ลักษณะของนิมิต

นิมิต ที่พระเจ้าทรงประทานให้มีลักษณะที่หลากหลาย เช่น การมีแรงจูงใจภายในแห่งความซื่อสัตย์ ความบริสุทธิ์ และจะนำมาซึ่งสวัสดิภาพของชุมชนทั้งในด้านสังคมและฝ่ายจิตวิญญาณ นิมิตที่ดีจะไม่นำมาซึ่งการได้รับเกียรติส่วนบุคคล แต่เป็นการถวายเกียรติแด่พระเยซูคริสต์เจ้า พระเจ้าปรารถนาให้เรามีนิมิตในการทำพระประสงค์ของพระองค์ให้สำเร็จบนแผ่นดิน โลกนี้ ลักษณะที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จะช่วยให้คุณมีความเข้าใจและมีส่วนมากขึ้นในการ ทำพระประสงค์ของพระเจ้าให้สำเร็จ

ผู้นำที่ยิ่งใหญ่มีนิมิตเป็นแรงผลักจากภายใน

นิมิต ของพระเจ้าทำให้เรากลายเป็นผู้ชนะ ผู้นำที่ประสบความสำเร็จจะสนใจในการค้นหาว่าพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับ ชีวิตของเขาคืออะไร และจะกระทำทุกสิ่งสุดกำลังเพื่อทำให้พระประสงค์นั้นสำเร็จ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีความคิดแบบพระคริสต์ (ฟิลิปปี 4:8)

นิมิตเป็นพลังที่ทำให้เกิดชีวิต

เมื่อ เราก้าวเข้าสู่นิมิต เราจะเริ่มมองสิ่งต่างๆ ในฝ่ายธรรมชาติด้วยสายตาในฝ่ายวิญญาณ เมื่อเรามองด้วยสายตาฝ่ายวิญญาณ เราก็จะมองสิ่งเหล่านั้นด้วยสายตาของพระเจ้า นี่จะทำให้เรามีสิทธิอำนาจในการกล่าวถึงสิ่งที่ยังไม่ปรากฏหรือยังมองไม่ เห็นเสมือนว่ามันได้เกิดขึ้นแล้ว ดังเช่นผู้เผยพระวจนะเอเสเคียลที่เห็นนิมิตของกระดูกแห้ง เราต้องเข้าใจว่าวิธีการเดียวที่จะทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเรา ได้แก่การทำงานโดยอาศัยการแทรกแซงของพระเจ้า (เอเสเคียล 37:1-9)

ผู้นำที่ประสบความสำเร็จจะทำให้ผู้อื่นมีนิมิตเช่นเดียวกันได้

นิมิต ของพระเจ้าได้แก่การไถ่มนุษยชาติออกจากคำแช่งสาป ไม่มีความหวังอื่นได้สำหรับมนุษย์อีกนอกจากความหวังในพระเยซูคริสต์ นิมิตของพระเยซูคริสต์ได้แก่การช่วยเราให้รอดโดยการจ่ายราคาของความบาปแทน เรา ผ่านการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนนั้น หน้าที่ของเราคือการรับนิมิตของพระองค์และทำให้นิมิตนั้นแผ่ขยายออกไปยังผู้ อื่นโดยการประกาศข่าวประเสริฐ “จงช่วยบรรดาผู้ที่ถูกนำไปสู่ความมรณา  จงช่วยยึดบรรดาผู้ที่ตุปัดตุเป๋ไปเพื่อถูกฆ่า” (สุภาษิต 24:11)

นิมิต G12

การนำจิตวิญญาณคนกลับมาหาพระเจ้าและสร้างเขาให้เป็นสาวก

การ นำจิตวิญญาณคนกลับมาหาพระเจ้าจะทำให้เกิดการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในเมือง และในประเทศที่คุณอาศัยอยู่ ไม่เพียงแต่พระกิตติคุณจะช่วยคนให้ได้รับความรอด แต่ผู้เชื่อจะต้องได้รับการสร้างชีวิตให้เป็นสาวกของพระเยซูคริสต์เพื่อที่ เขาจะสามารถเกิดผลได้โดยอาศัยการร่วมนิมิต G12

วัตถุประสงค์ ของ G12

การช่วยให้สมาชิกแต่ละคนกลายเป็นผู้นำ

ผู้ เชื่อใหม่แต่ละคนต้องได้รับการหนุนน้ำใจให้เข้าสู่หลักสูตรการสร้างคนตามแบบ พระคัมภีร์ผ่านโรงเรียนสร้างผู้รับใช้ หลักสูตรการสร้างผู้นำหรือสร้างผู้รับใช้นั้นได้แก่การเข้าสู่ช่วงเวลาที่ เข้มข้นในการรับการสอนและฝึกฝนในการรับใช้ ซึ่งนั่นได้แก่การสร้างผู้เชื่อแต่ละคนให้กลายเป็นผู้นำ พวกเขาจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่เราเรียกว่า “บันไดสู่ความสำเร็จ” ซึ่งได้แก่การนำคนกลับมาหาพระเยซูคริสต์ การผนวกคนเพื่อสร้างความเชื่อเขาให้มั่นคง การสร้างสาวก และการส่งเขาออกไปรับใช้

ที่มาของ นิมิต G12

ใน ช่วงระหว่าง 7 ปีแรกของการรับใช้ ของ อ.เซซาร์ เริ่มต้นที่จะพัฒนากลุ่มเซลล์โดยใช้โมเดลของคริสตจักรอาจารย์ ดร. พอล ยองกีโช ที่เกาหลีใต้ ในช่วงปีเหล่านั้น กลุ่มเซลล์เติบโตช้ามากและเราไปได้เพียงแค่ประมาณ 70 กลุ่มเซลล์ และมีคนเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นสมาชิกที่สัตย์ซื่อ เราไม่ได้ทำงานด้านกลุ่มคนคล้ายและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ เราอยากเห็น เราทราบว่ามันต้องมีทางอื่นๆ ที่จะทำให้นิมิตนั้นสำเร็จได้ ดังนั้น อ.เซซาร์จึงเริ่มต้นแสวงหาพระเจ้าและพระองค์ได้ตรัสกับอ.เซซาร์อย่างเจาะจง ว่า

เราจะทำให้เจ้ามีความสามารถที่จะสร้างคนได้อย่างรวดเร็ว”[/quote] จากนั้น หลักสูตรสร้างผู้นำก็ได้ถูกพัฒนาขึ้นและพระเจ้าก็ได้เปิดเผยให้อ.เซซาร์ทราบว่าทำไมโมเดล G12 จึงมีความสำคัญ พระองค์ ทรงนำโดยการตั้งคำถามว่า “พระเยซูคริสต์มีสาวกกี่คน” อ.เซซาร์เริ่มที่จะคิดถึงการปฏิสัมพันธ์ที่พระเยซูคริสต์เจ้าทรงมีกับมวลชน พระองค์ทรงอยู่กับคนกลุ่มหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง และกับคนอีกกลุ่มหนึ่งในอีกช่วงเวลาหนึ่ง แต่กลุ่มที่พระองค์ทรงใช้ชีวิตด้วยและเป็นกลุ่มที่มีความคงที่ไม่เปลี่ยน แปลงนั้นมีจำนวน 12 คนซึ่งพระองค์ได้ทรงเลือกไว้

Leave a Reply

Your email address will not be published.