ประวัติความเป็นมาของคริสตจักรเสรีภาพกรุงเทพ

“เติบโตและเปลี่ยนแปลง จาก พระพรจุดเล็กๆในหมู่บ้านเสรี คริสตจักรก็เริ่มมีนิมิตที่จะเติบโตและขยายกว้างออกไปเพื่อจะเป็นพระพรสู่ กรุงเทพทั้งเมือง และยังมุ่งหวังที่จะเป็นพระพรสู่ประเทศไทยทั้งประเทศด้วย ในปี 1988 คริสตจักรหมู่บ้านเสรี จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น คริสตจักรเสรีภาพกรุงเทพ หยั่งรากลึกและงอกงาม หากมองย้อยกลับไปกว่าสามสิบปีที่แล้ว เมื่อครั้งต้นไม้ต้นนี้ ยังเป็นแค่เมล็ดพันธุ์เล็กๆในหมู่บ้านเสรี แตกกิ่งก้านและผลิดอกออกผล หลังจากที่อาคารคริสตจักรหลังเก่าได้ถูกทุบและรื้อลงแล้ว แม้ในใจของเราจะมีความอาลัยอยู่บ้าง แต่พระเจ้าก็ได้ทวีความชื่นชมยินดีให้เรายิ่งกว่า เพราะในตลอดระยะเวลา 2-3 ปีของการก่อสร้างอาคารคริสตจักรหลังใหม่นี้ การยืนหยัดและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ”

คริสตจักรเสรีภาพกรุงเทพ ในปัจจุบันหากจะเปรียบไปแล้ว ก็เป็นดั่งต้นไม้ที่เติบโตสูงใหญ่ โดยการอวยพรจากพระเจ้าผู้ทรงกระทำให้ ต้นไม้ต้นนี้ได้แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา และผลิดอกออกผลมากมาย ด้วยความมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนคนหลงหายให้กลายเป็นสาวกที่ติดตามพระเยซู คริสต์อย่างจริงจัง โดยฤทธิ์เดชแห่งข่าวประเสริฐ ที่ทำให้ผู้คนมากมายพบว่าพระเจ้าคือคำตอบของชีวิต และโดยการทำตามสิ่งที่เรามุ่งหวังนี้เองจึงทำให้คริสตจักรเสรีภาพกรุงเทพ มีจำนวนสมาชิกเพิ่มมากขึ้นทุกปี

แต่หากมองย้อยกลับไปกว่าสามสิบปีที่แล้ว เมื่อครั้งต้นไม้ต้นนี้ ยังเป็นแค่เมล็ดพันธุ์เล็กๆในหมู่บ้านเสรี  เมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อเมล็ดหนึ่งได้ถูกหว่านลงในชีวิตของคุณยาย สุนันทา ทวีสิน ซึ่งตอนนั้นเป็นสมาชิกของคริสตจักรบ้านช่างหล่อ(ฝั่งธนบุรี) เมล็ดแห่งความเชื่อนี้เริ่มงอกขึ้นโดยการทรงนำของพระเจ้า คุณยายสุนันทาได้เริ่มเปิดกลุ่มเซล ในหมู่บ้านเสรีเพื่อเป็นพรแก่สมาชิกและพี่น้องที่พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านและ บริเวณใกล้เคียงนี้

เวลาผ่านไประยะหนึ่ง เมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อนี้ก็ได้เติบโตขึ้นและเป็นพรสู่ชุมชนมากขึ้น เมื่อ ศจ.วีรชัย โกแวร์ ซึ่งในเวลานั้นท่านดำรงตำแหน่งศิษยาภิบาลของคริสตจักรบ้านช่างหล่อ ได้แนะนำ ศจ.บรูซ มัม มิชชันนารีจากอเมริกา ผู้ซึ่งมีนิมิตและความตั้งใจจะเปิดคริสตจักรในประเทศไทย ให้เริ่มบุกเบิกคริสตจักรในหมู่บ้านเสรี โดยเริ่มต้นที่กลุ่มเซลของคุณยายสุนันทา จนกระทั่งในที่สุด ศจ.บรูซ มัม ได้ตัดสินใจซื้อ บ้านเลขที่ 1/1 หมู่บ้านเสรี 5 เพื่อสร้างเป็นสถานนมัสการพระเจ้า

ต่อจากนั้น ศจ.จีน เชคเมทอร์เลย์ ได้เข้ามารับงานแทน รวมถึงดูแลการก่อสร้างอาคารจนแล้วเสร็จ และได้มอบถวายอาคาร คริสต จักรหมู่บ้านเสรี ซึ่งสามารถจุคนได้ประมาณ 80 คน ในวันที่ 6 กรกฎาคม 1975

เวลาต่อมา ศจ.เนียน วิชิตนันทน์และ ครอบครัว ได้ย้ายจากคริสตจักรคริสเตียนสัมพันธ์อยุธยา เข้ามารับตำแหน่งศิษยาภิบาลคริสตจักรหมู่บ้านเสรีเมื่อวันที่ 10 เมษายน 1976 ซึ่งในเวลานั้นจำนวนสมาชิกของคริสตจักรมีประมาณสิบกว่าคนเท่านั้น ด้วยความมุ่งมั่นในการรับใช้พระเจ้าและความปรารถนาที่จะเห็นผู้คนได้รับความ รอด ศจ.เนียน และอ.อำไพ วิชิตนันทน์(ภรรยา) ได้เริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์กับคนในหมู่บ้านโดยใช้วิธีเคาะประตูบ้านเพื่อ เยี่ยมเยียนบ้านต่างๆ อีกทั้งการประกาศผ่านทางศูนย์เนอสเซอรี่ที่คริสตจักรจัดตั้งขึ้นและกิจกรรม อื่นๆ เป็นเหตุให้มีคนมาร่วมประชุมนมัสการพระเจ้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าในเวลานั้นคริสตจักรยังมีภาระค่าที่ดินที่ยังต้องชำระอีกหลายงวดก็ตาม แต่ด้วยการอวยพรของพระเจ้าและการร่วมแรงร่วมใจกันของสมาชิกที่ได้ช่วยกันหา รายได้ผ่านทางกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเนอสเซอรี่ การเลี้ยงปลา และกิจกรรมจากกลุ่มสตรี ทำให้คริสตจักรสามารถเลี้ยงดูตนเองได้และสามารถชำระค่าที่ดินได้จนหมด

ต่อมาในปี 1987 เมื่อ ศจ.เนียน วิชิตนันทน์ ได้ ลาออกจากการเป็นศิษยาภิบาลเนื่องจาก ล้มป่วยลงด้วยโรคหัวใจ และจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด จึงได้สถาปนา อนุศาสนาจารย์อานุภาพ วิชิตนันทน์ ขึ้นเป็นศิษยาภิบาลแทน โดยมี อ.สังเวียน ดวงคำ เป็นผู้ช่วยศิษยาภิบาล(ปัจจุบันเป็นศิษยาภิบาลคริสตจักรสยามกรุงเทพ)

จากเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อที่เจริญงอกงามขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นต้นไม้ของพระเจ้าที่กำลังแตกกิ่งก้านและผลิดอก ออกผล จากพระพรจุดเล็กๆในหมู่บ้านเสรี คริสตจักรก็เริ่มมีนิมิตที่จะเติบโตและขยายกว้างออกไปเพื่อจะเป็นพระพรสู่ กรุงเทพทั้งเมือง และยังมุ่งหวังที่จะเป็นพระพรสู่ประเทศไทยทั้งประเทศด้วย ในปี 1988 คริสตจักรหมู่บ้านเสรี จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น คริสตจักร เสรีภาพกรุงเทพ

เมื่อพระเจ้าทรงนำให้คริสตจักรมีนิมิตที่จะเติบโตเพื่อเป็นพระพร พระองค์ย่อมจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นให้แก่คริสตจักรของพระองค์เสมอ และแล้วพระองค์ก็ทรงอวยพรให้คริสตจักรได้รับเงินถวายมาจำนวนหนึ่ง เพื่อใช้ในการขยายอาคารคริสตจักร ถือได้ว่าเป็นการขยายอาคารคริสตจักรครั้งแรก ซึ่งทำให้คริสตจักรสามารถจุคนได้ประมาณ 200 คน และได้มอบถวายอาคารคริสตจักรในปี 1989 และต่อมาในวันที่ 1 พฤศจิกายน 1990 ภายหลังความสำเร็จทั้งในการขยายอาคารและราชกิจของพระเจ้าที่ได้กระทำผ่านคริ สตจักร ศจ.เนียน วิชิตนันทน์ ก็ได้จากไปอยู่กับพระเจ้าอย่างสงบ

ภายในเวลาไม่นาน อาคารคริสตจักรเสรีภาพกรุงเทพซึ่งมีความจุ 200 คนนั้นก็ดูเหมือนจะคับแคบลงในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากการร่วมใจกันรับใช้และการออกไปประกาศของบรรดาสมาชิกและผู้นำในค ริสตจักร อีกทั้งในช่วงเวลานั้นคริสตจักรยังได้เริ่มทำพันธกิจกับนักศึกษาเนื่องจาก คริสตจักรตั้งอยู่ใกล้สถานศึกษาหลายแห่ง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นผลให้มีนักศึกษาจำนวนมากมารู้จักพระเจ้าและผูกพันตัวกับคริสตจักร ศจ.อานุภาพ วิชิตนันทน์ จึงมีนิมิตว่าภายในเวลาไม่นาน คริสตจักรเสรีภาพกรุงเทพต้องมีจำนวนสมาชิกที่มานมัสการพระเจ้าถึง 300 คนอย่างแน่นอน
ดังนั้น แนวคิดเรื่องการขยายอาคารคริสตจักรครั้งที่ 2 จึงเกิดขึ้นในปี 1994 และดังเช่นที่ผ่านมา ด้วยการร่วมใจกันพึ่งพาพระเจ้า และเข้าส่วนกันอย่างสุดกำลังทั้งบรรดาสมาชิกและผู้นำในคริสตจักร จึงเป็นผลให้คริสตจักรมีเงินทุนสำหรับการขยายอาคารถึง 2 ล้านบาท ในปี 1996 ศิษยาภิบาลและกรรมการคริสตจักรจึงเริ่มต้นทำการขยายอาคารออกไปด้านหน้าจน สามารถจุคนได้ 300 คนและได้มอบถวายอาคารหลังนี้เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 1996

คริสตจักรเสรีภาพกรุงเทพ ยังคงเติบโตและเดินหน้าต่อไปตามการทรงนำของพระเจ้า ไม่เพียงแต่การอบรมเลี้ยงดูสมาชิกให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์เท่านั้น คริสตจักรยังได้ประกาศและนำคนมากมายมาสู่ความรอด อันเป็นผลทำให้ อาคารคริสตจักรมีพื้นที่ไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้คนที่หิวกระหายความรอดที่ กำลังเพิ่มเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ และนี่จึงเป็นอีกครั้งที่ศิษยาภิบาลได้รับนิมิตจากพระเจ้าว่า คริสตจักรเสรีภาพกรุงเทพแห่งนี้ จะต้องเติบโตขึ้นอีกระดับ จึงได้ปรึกษากับคณะกรรมการคริสตจักร และเริ่มแบ่งปันนิมิตใน การขยายอาคารคริสตจักรครั้งที่ 3 แก่พี่น้องตั้งแต่ปี 2001 ซึ่งในขณะนั้นคริสตจักรไม่ได้มีงบประมาณในส่วนนี้อยู่เลย แต่ด้วยใจรักที่ทีมผู้นำและสมาชิกในคริสตจักรมีต่อพระเจ้า รวมทั้งการเข้าใจวัตถุประสงค์ในการขยายคริสตจักรว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้คริสตจักรสามารถเป็นพระพรสู่ผู้คนได้มากยิ่งขึ้น ผู้นำและสมาชิกในคริสตจักรจึงได้ร่วมใจกันในการทำสัญญาถวายเพื่อการขยาย อาคารในครั้งนี้ โดยการทรงนำและพระปัญญาอันล้ำลึกของพระเจ้าได้ทรงนำพาเราให้ผ่านช่วงเวลา ต่างๆ มาจนกระทั่ง ปลายปี 2005 คริสตจักรได้มีงบประมาณจำนวนหนึ่งซึ่งเพียงพอที่จะสามารถเดินหน้าการขยาย อาคารครั้งนี้ได้ แม้ว่าจะยังไม่ครบถ้วนตามงบประมาณการก่อสร้างทั้งหมดที่กำหนดไว้ก็ตาม

ปลาย ปี 2005 นี้เอง สมาชิกทุกคนจำต้องบอกอำลาอาคารคริสตจักรหลังเก่าด้วยความอาลัย แต่ก็ภาคภูมิใจที่อาคารหลังนี้ได้ทำหน้าที่ตรงตามวัตถุประสงค์อย่างดีเยี่ยม และจำต้องถูกทุบทำลายลงเพื่ออาคารหลังใหม่ที่ใหญ่กว่าและสามารถจะเป็นพระพร ได้มากกว่าจะถูกสร้างขึ้นแทนที่ ดังเช่น ต้นไม้ที่ต้องมีการลิดแขนงออกเพื่อทำให้แตกกิ่งใหม่และออกผลได้มากขึ้น

หลังจากที่อาคารคริสตจักรหลังเก่าได้ถูกทุบและรื้อลงแล้ว แม้ในใจของเราจะมีความอาลัยอยู่บ้าง แต่พระเจ้าก็ได้ทวีความชื่นชมยินดีให้เรายิ่งกว่า เพราะในตลอดระยะเวลา 2-3 ปีของการก่อสร้างอาคารคริสตจักรหลังใหม่นี้ การยืนหยัดและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อีกทั้งการร่วมแรงร่วมใจกันของทีมผู้นำและสมาชิกคริสตจักรเสรีภาพกรุงเทพ นั้น ได้สร้างแรงบันดาลใจ กำลังใจและความเชื่อให้กับพี่น้องสมาชิกคริสตจักรทั้งในกรุงเทพและที่อยู่ ภายใต้พันธกิจการบุกเบิกคริสตจักร ส่งผลให้เกิดการบุกเบิกและตั้งคริสตจักรเพิ่มขึ้นจากเดิมในอีกหลายจังหวัด อาทิเช่น สุพรรณบุรี นครสวรรค์ และพังงา ทำให้เรายิ่งมั่นใจว่า นิมิตและแผนงานเพื่อการขยายอาคารคริสตจักรหลังใหม่นี้เป็นน้ำพระทัยของ พระเจ้าที่กำลังนำเราสู่การเติบโตเป็นพระพรอย่างที่เรามุ่งหวังไว้

ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เราต่างรอคอย ปลายปี 2008 อาคารคริสตจักรเสรีภาพกรุงเทพหลังใหม่ก็ได้ก่อสร้างจนแล้วเสร็จ ด้วยงบประมาณกว่า 40 ล้านบาท นับเป็นอีกก้าวของการเติบโตที่สำคัญของเรา เป็นความภาคภูมิใจของเราทุกคนที่ได้เข้าส่วนร่วมกันไม่ว่าจะด้วยคำอธิษฐาน หรือด้วยกำลังกาย กำลังใจรวมถึงกำลังทรัพย์ ที่ได้ทำให้อาคารหลังนี้เป็นดั่ง บ้าน ของเรา และเป็น ยุ้งฉาง ของพระเจ้าที่รอผลแห่งการเก็บเกี่ยวที่กำลังจะเกิดขึ้นผ่านทางกิจกรรมและ พันธกิจต่างๆที่จะเกิดขึ้นภายในอาคารคริสตจักรหลังนี้

ในวันที่ 12 เมษายน 2009 นับเป็นวันแห่งความชื่นชมยินดีอีกวันหนึ่ง ที่เราได้มอบถวายอาคารคริสตจักรแห่งนี้แด่พระเจ้า คริสตจักรเสรีภาพกรุงเทพ ขอบคุณพระเมตตาและการจัดเตรียมของพระเจ้า ที่พระองค์ไม่เคยให้ขาดสิ่งดีอันใดเลย ทั้งยังให้เราได้มีอาคารคริสตจักรที่สวยงาม มีห้องประชุมนมัสการที่กว้างขวาง มีห้องเรียน และพื้นที่ในการทำกิจกรรมอื่นๆ อย่างเป็นสัดส่วนลงตัว

ศิษยาภิบาลคริสตจักรเสรีภาพกรุงเทพ ศาสนาจารย์ ดร.อานุภาพ วีณา วิชิตนันทน์ และ อ.วีณา วิชิตนันทน์ รวม ถึงทีมงาน และสมาชิก มีความมุ่งมั่นที่จะปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าอย่างเต็มกำลัง และจะใช้อาคารคริสตจักรแห่งนี้ให้เป็นพระพรมากที่สุดเพื่อตอบสนองต่อพระมหา บัญชาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า โดยมีความมุ่งหวังที่จะให้แผ่นดินของพระเจ้าขยายออกไป นำการพลิกฟื้น และการคืนดีกลับมาสู่โลกอีกครั้งหนึ่ง

Leave a Reply

Your email address will not be published.