07/30/2017

ซีรี่ย์สังเวียนคนสู้: #9 สู้ชีวิตพิชิตวิกฤติใหญ่

ซีรี่ย์สังเวียนคนสู้: #9 สู้ชีวิตพิชิตวิกฤติใหญ่

ซีรี่ย์: สังเวียนคนสู้ – ตอนที่ 9: สู้ชีวิตพิชิตวิกฤติใหญ่

“13โมรเดคัยจึงบอกเขาให้กลับไปทูลตอบ พระนางเอสเธอร์ว่า “อย่าคิดว่าเธออยู่ในราชสำนักจะ รอดพ้นได้ดีกว่าพวกยิวอื่นๆ 14เพราะถ้าเธอเงียบอยู่ในเวลานี้ ความช่วยเหลือและการช่วยกู้จะมาถึงพวกยิวจากที่อื่น แต่เธอและครัวเรือนบิดาของเธอจะพินาศ ที่จริงเธอมารับตำแหน่งราชินีก็เพื่อ ยามวิกฤตเช่นนี้ก็เป็นได้นะ ใครจะรู้”” (เอสเธอร์ 4:13-14)

ในชีวิตจริงของเราไม่ว่าเราจะเป็นใคร เราต่างก็ต้องเผชิญกับวิกฤติชีวิตไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่งด้วยกันทั้งนั้น บางครั้งก็ใหญ่ บางครั้งก็เล็ก บางครั้งก็หนัก บางครั้งก็เบา ใครบ้างคือเจอวิกฤติด้านการเงิน วิกฤติที่ปวดใจมากอย่างหนึ่งคือวิกฤติครอบครัว การนอกใจกัน การทะเลาะเบาะแว้ง ความไม่เข้าใจกัน บางทีก็หนักใจเรื่องลูกๆที่ดื้อไม่ค่อยจะเชื่อฟัง หรือผลการเรียนไม่ดี บางคนก็เจอวิกฤติเรื่องการงาน ตกงาน อุบัติเหตุ โรคภัยไข้เจ็บ ถูกลบหลู่หรือถูกข่มขืน ในเวลาเช่นนั้นเราต้องการความช่วยเหลือ บางทีเราแก้เองทั้งหมดไม่ได้

ในพระคัมภร์ตอนนี้โมเดคัยและคนยิวทุกคนกำลังเผชิญกับวิกฤติใหญ่ชะตาชีวิตของพวกเขากำลังจะขาด จักรพรรดิแห่งเปอร์เซียออกพระราชกฤษฏีกาให้ฆ่าพวกเขาทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ หรือเด็ก ไม่ว่าชายหรือหญิง เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ คนยิวทุกคนไม่่ว่าจะเป็นหญิงชายลูกเด็กเล็กแดงแม้กระทั่งทารกเป็นล้านๆ คนจะต้องถูกฆ่า นี่ถือเป็นวิกฤติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนยิวทุกคนก็ว่าได้ พวกเขาต้องการความช่วยเหลือ และมีเพียงสองคนเท่านั้นที่จะสามารถช่วยเขาได้ในเวลานั้น นั่นคือโมเดคัยและเอสเธอร์ พระคัมภีร์กล่าวว่า

“ที่จริงเธอมารับตำแหน่งราชินีก็เพื่อยามวิกฤตเช่นนี้ก็เป็นได้นะ ใครจะรู้” (เอสเธอร์ 4:14)

สู้ชีวิต พิชิตโชคชะตา

มีใครบ้างวันนี้ที่กำลังเผชิญกับวิกฤติหนักในชีวิต?

มีใครบ้างที่วันนี้่พระเจ้ากำลังจะใช้คุณให้พลิกวิกฤตของบางคน?

ผมขอเล่าเรื่องของเอสเธอร์ให้พี่น้องฟังคราวๆ เพื่อจะเห็นภาพ เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เปอร์เซีย (อิหร่านในปัจจุบัน) เมืองหลวงที่เอสเธอร์อยู่คือสุสา ทุกวันนี้อยู่ที่อิหร่านชื่อเมือง “ชูช”​ (เงียบ) ประมาณปีกคศ. 483 คนยิวได้ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยนานเกือบ 100 ปี พระเจ้าให้พวกเขาตกเป็นเชลยเพราะความดื้อด้านและการนับถือรูปเคารพ กษัตริย์นะบูคัสเนสซาร์แห่งบาบิโลนยกทัพบุกมาตีเมืองและกวาดต้อนพวกเขาไปเป็นเชลย ต่อมากษัตริย์ดาริดัสแห่งเปอร์เซียสามารถพิชิตบาบิโลนได้ เมื่อดาริอัสตาย กษัตริย์เซอร์ซีส (อาหสุเอรัส)ก็ขึ้นครองราชแทน

เอสเธอร์ 1 กษัตริย์เซอร์ซีสได้จัดงานเลี้ยงใหญ่และได้บัญชาให้พระราชินีรูปงามคือพระนางวัชทีสวมมงกุฏมาเข้าเฝ้าเพื่อให้ประชาชนและเจ้านายของพระองค์ได้ชมพระสิริโฉมอันงดงามของเธอ นักวิชาการพระคัมภีร์มีความเห็นสองที่แตกต่างเกี่ยวกบเรือ่งนี้ บางคนบอกว่าพระราชาเพียงต้องการให้ออกมาโดยไม่มีผ้าคลุมหน้าซึ่งในเปอร์เซียถือว่าเป็นสิ่งที่น่าอับอายในตัวอยู่แล้ว…แต่บางคนก็กล่าวว่าพระราชาต้องการให้เธอออกมาปรากฏด้วยตัวเปลือยเปล่าโดยมีเพียงแค่มงกุฏบนพระเศียร  ไม่ว่าจะความหมายใดก็ตามพระนางวัชที “ปฏิเสธ” พระราชารู้สึกเสียหน้ามากจึงถามที่ปรึกษาว่าต้องทำอย่างไร ที่ปรึกษาตอบว่า

“พระนางวัชทีไม่ได้ทรงทำผิดต่อองค์กษัตริย์เท่านั้น แต่ต่อขุนนางและประชาราษฎร์ทั้งปวงในทุกมณฑลของกษัตริย์เซอร์ซีสด้วย เพราะหญิงทั้งปวงจะรู้ถึงการกระทำของพระนาง และจะพากันดูแคลนสามี” (เอสเธอร์ 1:16-17)

จากนั้นเขาก็พูดต่อว่า “ในวันนี้บรรดาหญิงสูงศักดิ์แห่งมีเดียและเปอร์เซียซึ่งได้ยินการกระทำของพระนางวัชที ก็จะปฏิบัติต่อขุนนางของกษัตริย์ในทำนองเดียวกัน จะทำให้ขาดความเคารพและเกิดความขัดแย้งไม่มีที่สิ้นสุด” (เอสเธอร์ 1:18) สังเกตุว่า ทีบุรุษสั่งให้ภรรยาเปลื้องเสื้อผ้าต่อหน้าเพื่อนขี้เมาไม่เป็นตัวอย่างที่เป็นปัญหา แต่การที่ผู้หญิงไม่ยอมให้สามีเป็นศีรษะของบ้าน กลับเป็นปัญหา กษัตริย์เซอร์ซีสจึงปลดและขับพระนางวัชทีออกจากอาณาจักรของพระองค์ จากนั้นก็จัดการประกวดนางงามเพื่อเป็นหาพระราชินีองค์ใหม่มาแทนที่พระนางวัชที

บทที่ 2 พวกข้าราชการบอกว่า

“ควรเฟ้นหาหญิงสาวพรหมจารีผู้งดงามมาถวายกษัตริย์…หลังจากนั้นให้สตรีซึ่งฝ่าพระบาทโปรดปรานเป็นราชินีแทนพระนางวัชที” (เอสเธอร์ 2:2,4)

หญิงสาวคนหนึ่งชื่อเอสเธอร์ได้เข้ามาประกวดด้วย เธอเป็นเด็กกำพร้า ลุงชื่อโมรเดคัยรับมาเลี้ยงเป็นลูกสาวบุญธรรม พระคัมภีร์บอกว่า

“เป็นหญิงสาวรูปโฉมงามน่ารัก” (เอสเธอร์ 2:7)

อีกชื่อหนึ่งคือฮาดัสสาห์ ประกวดกันอย่างไร? สาวๆ ต้องเข้าไปอยู่ในฮาเร็มของพระราชา จากนั้นพระราชาก็ทดสอบ เช่น ต้องไปยืนอยู่ต่อหน้าพระราชา อาจต้องแสดงความสามารถบางอย่าง ใส่ชุดว่ายน้ำเดินบนแคท ว๊อค จากนั้นก็ต้องไปหลับนอนกับพระราชาในคืนนั้น คืนต่อไปพระราชาก็จะไปนอนกับผู้เข้าประกวดคนถัดไป ทำอย่างนี้ไปหลายเดือน จากนั้นพระราชาก็จะตัดสินใจเลือกคนที่พระองค์ต้องการ พระคัมภีร์กล่าวว่า

“พระราชาทรงรักเอสเธอร์ยิ่งกว่าหญิงอื่นทั้งสิ้น และเธอได้รับพระกรุณาและความโปรดปรานในสายพระเนตรของพระองค์ มากกว่าหญิงพรหมจารีทั้งสิ้นพระองค์จึง ทรงสวมมงกุฎบนศีรษะของเธอ และทรงตั้งเธอให้เป็นพระราชินีแทนวัชที” (เอสเธอร์ 2:17)

จะเห็นว่าเอสเธอร์เข้าประกวด เซ็กซ์คอนเทสเพื่อจะได้แต่งงานกับพระราชา นักวิชาการถกเถียงกันว่าเธอสามารถเลือกได้หรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือเธอคล้อยตามเพื่อจะชนะการประกวด เธอปกปิดความจริงว่าเธอเป็นยิว ซึ่งหมายความว่าเธอเงียบเกี่ยวกับความเชื่อของเธอในพระเจ้าของอิสราเอล

“แต่เอสเธอร์ยังคงไม่เปิดเผยเชื้อชาติและภูมิหลังครอบครัวของพระนางตามที่โมรเดคัยสั่งไว้ พระนางยังคงปฏิบัติตามคำสั่งของโมรเดคัยเหมือนตอนที่เขายังเลี้ยงดูพระนาง” (เอสเธอร์ 2:20)

นี่ไม่ใช่วิธีที่คนของพระเจ้าควรทำ! เรื่องนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากช่วงเวลาที่ดาเนียล ชัดราค เมชาคและอบีเนโกได้หยัดยืนต่อหน้าพระราชา ดาเนียลถูกห้ามไม่ให้อธิษฐาน แต่เขากลับเปิดหน้าต่างสามเวลาเพื่ออธิษฐาน เพื่อนของดาเนียลสามคนถูกสั่งให้ก้มกราบรูปเคารพ พวกเขาปฏิเสธ แต่ไม่ใช่เอสเธอร์ เธอเงียบ เธอคล้อยไปกับระบบอันผิดศิลธรรมและเงียบเกี่ยวกับความเชื่อของตนในพระเจ้า กลับมาที่เรื่องใหม่ หลังจากได้เป็นราชินีแล้ว ชายคนหนึ่งชื่อฮามาน เป็นเหมือนนายกรัฐมนตรีของเปอร์เซีย เกลียดคนยิวและคิดว่าพวกเขาเป็นปัญหาของประเทศ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ พวกเขาจะยึดครองอาณาจักร

เขาเลยไปกล่อมให้พระราชาซึ่งอาจมัวยุ่งกับการจะจัดประกวดหญิงงามอีกรอบ ซึ่งไม่ได้ให้ความสนใจในรายละเอียดกับเรื่องนี้ จนในที่สุดพระองค์ได้ออกพระราชกฤษฏีกาให้กำหนดวันที่จะฆ่าคนยิวทั้งอาณาจักรได้ เมื่อโมรเดคัยลุงหรือพ่อบุญธรรมของเอสเธอร์ทราบข่าว จึงรีบส่งสารมาให้เอสเธอร์และบอกเธอว่า “ลูกต้องทำอะไรบางอย่าง มิฉะนั้นพวกเขาจะทำลายพวกเราจนหมดสิ้น ให้รีบเข้าเฝ้าพระราชา”  เอสเธอร์ส่งสารกลับไปว่า

“ข้าราชบริพารและประชาชนทั้งปวงย่อมรู้กฎดีว่า ผู้ใดก็ตามไม่ว่าชายหรือหญิงที่ล่วงล้ำเข้าไปในพระราชฐานชั้นในโดยไม่มีหมายเรียกให้เข้าเฝ้าย่อมมีโทษถึงตาย เว้นแต่กษัตริย์จะทรงยื่นคทาทองคำออกมาโปรด กษัตริย์ไม่ได้ตรัสเรียกข้าพเจ้าเข้าเฝ้ามากว่าสามสิบวันแล้ว” (เอสเธอร์ 4:11)

โมรเดคัยส่งสารตอบเธอว่า (นี่เป็นข้อพระคัมภีร์หลักที่เราจะใช้ในวันนี้)

“อย่าคิดว่าเธออยู่ในราชสำนักจะรอดพ้นได้ดีกว่าพวกยิวอื่นๆ 14เพราะถ้าเธอเงียบอยู่ในเวลานี้ ความช่วยเหลือและการช่วยกู้จะมาถึงพวกยิวจากที่อื่น แต่เธอและครัวเรือนบิดาของเธอจะพินาศ ที่จริงเธอมารับตำแหน่งราชินีก็เพื่อ ยามวิกฤตเช่นนี้ก็เป็นได้นะ ใครจะรู้” (เอสเธอร์ 4:13-14)

“อย่าคิดว่าเจ้าอยู่ในราชวังนี้แล้วจะเป็นชาวยิวคนเดียวที่รอดพ้นไปได้ 14หากเจ้านิ่งเงียบอยู่ในยามนี้ การกอบกู้และปลดปล่อยชาวยิวจะมาจากแหล่งอื่น ส่วนเจ้ากับครอบครัวของบิดาของเจ้าจะพินาศ บางทีที่เจ้ามารับตำแหน่งราชินีก็เพื่อยามคับขันนี้ก็เป็นได้ ใครจะรู้?”

โมรเดคัยบอกให้เอสเธอร์ว่าให้ไปเข้าเฝ้าพระราชา ตามกฏหมายของเปอร์เซียหากใครก็ตามเข้าไปเฝ้าโดยพระราชาไม่ได้รับสั่ง เขาจะถูกฆ่า โดยเฉพาะผู้หญิงที่เข้ามาบอกว่าพระราชาให้ทำสิ่งที่ผิดพลาด… เหมือนบอกให้กันไปตายเสียอย่างนั้น โมรเดคัยมั่นใจว่าพระประสงค์ของพระเจ้า ยังงัยก็ต้องสำเร็จ

เอสเธอร์ขานรับอย่างไร?

“ถ้าข้าพเจ้าต้องพินาศ ข้าพเจ้าก็ยอม” (เอสเธอร์ 4:16)

จากนั้นพระเจ้าทรงใช้ความกล้าของเอสเธอร์เพื่อช่วยอิสราเอล พระราชาเปลี่ยนพระทัย แผนการของฮามานล้มเหลว เขาสร้างตะแลงแกงไว้เพื่อฆ่าโมรดาคัย ปรากฏว่ากลับถูกฆ่าเสียเองที่ตะแลงแกงนั้น คนยิวได้รับการช่วยเหลือให้รอด ไม่นานหลังจากนั้นพระเจ้าบุรุษสองคนคือเนหะมีย์และ เอสรานำคนยิวกลับอิสราเอล และหลังจากนั้นผ่านไปอีกหลายรุ่น มีเด็กหญิงชาวยิวอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในลูกหลานของคนที่เอสเธอร์ช่วยชีวิตไว้ มีทูตสวรรค์มาปรากฏและบอกกับเธอว่าเธอจะตั้งครรภ์พระบุตรของพระเจ้า

สู้ชีวิตพิชิตวิกฤติใหญ่ได้อย่างไร?

1. ตระหนักว่าพระเจ้าทรงวางเราไว้เพื่อเวลาเช่นนี้ (Realizing that God put us in the right place at the right time for such a time as this)

1.1 ถูกคนหรือเปล่า?

บางคนอาจถามว่า “เอสเธอร์ได้ตำแหน่งมาโดยการทำผิดศิลธรรมไม่ใช่หรือ?” ใช่!

แต่ฟังดีๆ หนังสือเอสเธอร์ไม่ได้เน้นตรงที่เธอมาอยู่จุดนี้ได้อย่างไร​ แต่เน้นที่เธอมาอยู่จัดนี้ณ.ตอนนี้ เป็นไปได้ว่าณ.จุดใดจุดหนึ่งเธอเปล่ี่ยน เธอเป็นสตรีที่เดินกับพระเจ้า แต่พระคัมภีร์ไม่ได้บอกเราว่าเมื่อไรและอย่างไร เธออาจได้เข้ามาอยู่ในวัง จากนั้นก็เร่ิมตระหนักว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด และเร่ิมแสวงหาบางสิ่งที่ลึกกว่านั้น เธอจึงหันกลับมาหาพระเจ้า บางทีผ่านทางสถานการณ์ที่ชีวิตของเธอตกอยู่ในอันตราย (บางครั้งควมยากลำบากทำให้เราเร่ิมไตร่ตรองว่าอะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตและเราจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร) เราไม่รู้ แต่ในเอสเธอร์ 4 เราเห็นว่าเธอตระหนักว่าถึงพระประสงค์ของพระจเ้าที่มีต่อชีวิตเธอ

พระเจ้าทรงวางเราไว้ถูกที่ถูกเวลาเพื่อให้เรารับใช้พระองค์ พระองค์มีบทบาทให้เราเล่นในแผนการของพระองค์

การนำไปประยุกต์

  • เราอาจเป็นเหมืือนเอสเธอร์ ในอดีีตชีวิตอาจเต็มด้วยความผิดพลาด แต่มาตอนนี้คุณตระหนักถึงพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อชีวิต พระองค์ไม่ต้องการให้คุณจมอยู่กับอดีต เรากลับไปเปล่ี่ยนอะไรไม่ได้ แต่ให้จดจ่ออยู่ที่พระเจ้ากำลังทำกิจอะไรในชีวิตและผ่านชีวิตของคุณในปัจจุบัน

แน่นอนคุณต้องสำนึก และขอพระเจ้าทรงยกโทษให้กับอดีตของคุณ และคุณอาจต้องทำอะไรก็ตามที่ทำได้เพื่อชดเชยสิ่งที่ทำผิดไป แต่จากนั้นคุณต้องเดินหน้า พระเจ้าไม่ได้เป็นพระเจ้าแห่งไม้กางเขนเท่านั้น (ผู้ทรงยกโทษอดีตของเรา) แต่ทรงเป็นพระเจ้าแห่งการฟื้นคืนพระชนม์ด้วย (สร้างอนาคตใหม่ให้เรา)

ส่วนหนึ่งในพลังแห่งการไถ่ของพระเจ้าคือไม่เพียงพระองค์ทรงสามารถยกโทษอดีตของคุณเท่านั้น แต่พระองค์ทรงสามารถเปลี่ยนความผิดพลาดหรือเปลี่ยนสิ่งร้ายให้กลายเป็นดีได้

บางคนอาจเคยล้มเหลวในชีวิตครอบครัว เคยติดยาในอดีต เคยทำผิดพลาดบางอย่างที่ร้ายแรง เมื่อเรากลับใจใหม่ สำนึกบาป ขอการยกโทษ พระเจ้านำสิ่งเหล่านั้นมาใช้เพื่อแผนการของพระองค์ พี่น้องบางคนที่เคยติดยา เดี๋ยวนี้ทำงานเพื่อช่วยให้คนติดยาเลิกยา บางคนที่เคยครอบครัวพัง วันนี้พระเจ้าพลิกชีวิตเขาใหม่ เขาตั้งใจช่วยครอบครัวต่างๆ ให้เข้มแข็ง

บางคนอาจมีอดีตอันเจ็บปวดเพราะบางคนทำให้คุณเจ็บ เปาโลกล่าวว่าอย่างไร? “พระองค์ผู้ทรงชูใจเราในการทุกข์ยากทั้งสิ้นของเรา เพื่อเราจะสามารถชูใจคนเหล่านั้น ที่มีความทุกข์ยากอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยความชูใจ ซึ่งตัวเราเองได้รับจากพระเจ้า” (2 โครินธ์ 1:4) เปาโลกำลังบอกว่าความทุกข์ยากของเราทำให้เรามีประสบการณ์กับส่วนหนึ่งของพระองค์ การเล้าโลมใจของพระองค์ เพื่อเราจะสามารถแบ่งปันสิ่งนั้นในยามที่คุณเจ็บ

***ตระหนักว่าพระเจ้าทรงวางเราไว้เพื่อเวลาเช่นนี้

1.2 ถูกที่ถูกเวลาหรือไม่?

เอสเธอร์ไม่ได้เป็นผู้รับใช้เต็มเวลา เธออยู่ในวัง นักเขียนคริสเตียนคนหนึ่งชื่อ Ray bakke เขียนในหนังสือของเขาชื่อ A Theology as Big as the City 3 ชีวิตให้เห็นว่าพระเจ้าทรงใช้คนหลากหลายประเภทเพื่อแผนการของพระองค์ เช่น ทรงใช้บุคคลสำคัญ 3 คนในช่วงการกลับมาจากการเป็นเชลยของคนอิสราเอล

  • เอสรา เป็นผู้รับใช้ เป็นอาจารย์สอนธรรมบัญญัติ เขาสอนพระวจนะของพระเจ้าและวิถีของพระเจ้า
  • เนหะมีย์ เป็นฆราวาส เป็นนักวางแผน เป็นนักพัฒนา ใช้ทักษะในการเป็นผู้นำและการบริหารจัดการในการสร้างกำแพงเมืองเยรูซาเล็มขึ้นมาใหม่ ทำให้เกิดความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและความปลอดภับในชีวิตของผู้คน
  • เอสเธอร์ เป็นราชินีที่ทำงานอยู่ในศาลเพื่อความยุติธรรม

พระเจ้าทรงใช้คน 3 ประเภทเพื่อจะนำการพลิกฟื้นมาสู่ประชากรของพระองค์ หัวใจของคริสตเสรีภาพกรุงเทพไม่ใช่ต้องการให้พี่น้องลางานและมารับใช้พระเจ้าเต็มเวลากันหมด หรือทำให้พี่น้องคิดว่าการรับใช้เกิดขึ้นเมื่อพี่น้องมาเป็นปฏิคม เป็นนักร้อง นักดนตรีที่คริสตจักรเท่านั้น แต่เราต้องการช่วยพี่น้องให้ใช้ตำแหน่ง งาน และโอกาสที่มสีอยู่เพื่อแผ่นดินของพระเจ้า

เอสเธอร์อยู่ในวัง อะไรคือวังของคุณ? เราต้องการคริสเตียนอยู่ในที่ซึ่งมีอิทธิพล พระเจ้าทรงใช้คนไม่ใช่ที่อยู่ภายในชุมชนผู้เชื่อเท่านั้น พระองค์ไม่ได้ใช้เพียงแค่นักเทศน์หรือมิชชันนารีเท่านั้น แต่พระเจ้าทรงใช้คนที่ทำงานอยู่ข้างนอก ในโลก ในสถาบัน ในที่ต่างๆ พระเจ้าใช้ทั้งคนในและคนนอก ใช้ถ้าผู้รับใช้เต็มเวลา และฆราวาส

โลกนี้ต้องการรับการเยียวยาเพราะความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าแตกสลาย และความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันแตกสลาย นั่นเป็นเหตุทำให้เกิดสงคราม การก่อการร้าย ความรุนแรง การกดขี่ การเอารัดเอาเปรียบกัน ทำให้เกิดความหิวโหย และความตาย เป้าหมายของพระเจ้าไม่ใช่เพื่อเยียวยาความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์เท่นั้น แต่ความสัมพันธ์ของคนในโลกด้วย ดังนั้นจึงต้องการไม่เพียงแค่นักเทสน์หรือมิชชั่นนารีเท่านั้น แต่ต้องการทุกคน เราต้องการคนสวน ชาวไร่ชาวนา นายธนาคาร หมอ ทนาย พยายาล เซลล์แมน นักการเมือง ทุกคน พระเจ้าวางท่านไว้ตรงไหน พระเจ้าต้องการใช้ท่านตรงนั้น เราเปรียบเหมือนอยู่ในวังแบบเอสเธอร์

 

2. ตัดสินใจร่วมมือกับพระเจ้าในเวลาเช่นนี้ (Decide to cooperate with God for such a time as this)

เอสเธอต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจว่าจะใสช้ตำแหน่งที่มีอยู่เพื่อปกป้องตัวเอง หรือจะใช้เพื่อแผ่นดินของพระเจ้าไม่ว่าต้องจ่ายราคามากเพียงใดก็ตาม?

คำถาม

  • คุณต้องการอะไรจากการได้อยู่ในวังชีวิต? เพื่อตัวเอง? หรือเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า?
  • คนที่มีงาน คุณใช้ตำแหน่งหน้าที่อย่างไร?

นี่เป็นคำถามที่สำคัญสำหรับสาวกทุกคน คุณมีชีวิตอยู่เพื่ออาณาจักรของใคร? ของพระเจ้าหรือของตนเอง เอสเธอร์ตอนแรกตอบปฏิเสธโมรคัย

“ข้าราชบริพารและประชาชนทั้งปวงย่อมรู้กฎดีว่า ผู้ใดก็ตามไม่ว่าชายหรือหญิงที่ล่วงล้ำเข้าไปในพระราชฐานชั้นในโดยไม่มีหมายเรียกให้เข้าเฝ้าย่อมมีโทษถึงตาย เว้นแต่กษัตริย์จะทรงยื่นคทาทองคำออกมาโปรด กษัตริย์ไม่ได้ตรัสเรียกข้าพเจ้าเข้าเฝ้ามากว่าสามสิบวันแล้ว” (เอสเธอร์ 4:11)

โมรเดคัยตอบว่า “อย่าคิดว่าเธออยู่ในราชสำนักจะ รอดพ้นได้ดีกว่าพวกยิวอื่นๆ” “ใช่ เอสเธอร์ท่านพูดถูก นั่นเป็นความจริง แต่ถ้าท่านไม่เสี่ยงที่จะสูญเสียวัง ท่านจะสูญเสียทุกอย่าว ท่านก็เหมือนกับตายไปแล้ว”  คล้ายคำพูดของพระเยซู “คนที่ใครเอาชีวิตรอดต้องเสียชีวิต

2.1 หากคุณไม่ทำพระเจ้าจะใช้คนอื่นทำ

รู้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงทำได้แม้ไม่มีคุณ? (Do you know that God can do without you?)

“เพราะถ้าเธอเงียบอยู่ในเวลานี้ ความช่วยเหลือและการช่วยกู้จะมาถึงพวกยิวจากที่อื่น” (เอสเธอร์ 4:14)

หากเราไม่ทำอะไรการช่วยเหลือ การปลดปล่อย การขยาย การพลิกฟื้นจะมาถึงคนของพระเจ้าผ่านทางแหล่งอื่นหรือคนอื่นที่ไม่ใช่เรา เมื่อพระเจ้ามองดูว่าไม่มีใครทำ พระหัตถ์ของพระเจ้านำความรอดมาเอง เจ้าของสวนองุ่นคาดหวังจะเก็บเกี่ยวผลปลายปี ถ้าองุ่นไม่ออกลูก เขาจะตัดมันทิ้ง เขาจะปล่อยให้มันกินที่ต่อไปทำไม? ถ้าผู้เช่าสวนสมคบวางแผนเพื่อยึดเอามรดกเพื่อตนเอง เจ้าของสวนจะทำลายพวกเขา และ

“ให้ผู้เช่ารายอื่นที่ยอมส่งส่วนแบ่งของผลผลิตให้เขาเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว” (มัทธิว 21:41)

พระเจ้าจะทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ พระองค์จะรวบรวมแกะที่กระจัดกระจาย พระองค์จะทำให้โลกเต็มไปด้วยความรู้ถึงพระองค์เหมือนนำที่ปกคลุมทะเล ถ้าเราไม่รวบรวมคนที่กระจัดกระจายหรือไม่ประกาศพระกิิตติคุณ พระองค์จะให้คนที่สัตย์ซื่อกว่าทำ พระวิญญาณตรัสกับคริสตจักรฟิลลาเดลเฟียว่า

“จงยึดมั่นในสิ่งที่เจ้ามีอยู่เพื่อว่าจะไม่มีใครชิงมงกุฎของเจ้าไปได้” (วิวรณ์ 3:11)

มงกุฏของคริสตจักรนี้คือการนำวิญญาณ อย่าให้ใครชิงไปได้ ถ้าใครก็ตามมีวิญญาณแห่งการนำคนมาถึงความรอด อย่าให้มันดับไปจากชีวิต จงร้อนรนต่อไป เพราะท่านจะได้รับบำเหน็จในวันสุดท้าย เรามักคิดว่าเราเป็นคนที่มีความสำคัญมาก หรือบางทีเราคิดว่างานของพระเจ้าไม่สำคัญ จะเข้าจะออกเมื่อไรก็ได้ เราควรพูดแบบในเพลงนมัสการเพลงหนึ่งที่กล่าวว่า

“อย่าถอนข้าพเจ้าจากการรับใช้ โอ้พระเจ้า แต่โปรดเทรนข้าพเจ้าเพื่อพระประสงค์ของพระองค์”

พระเจ้าทรงสามารถทำได้โดยปราศจากเรา ระวัังพระองค์อาจจะทำโดยปราศจากเรา อาจจะเป็นได้ที่พระเจ้าจะตรัสว่า เราจะไม่อวยพรประเทศไทยผ่านคริสตจักรเสรีภาพกรุงเทพอีกต่อไป เพราะเจ้าไม่สนใจคนหลงหาย เจ้าไม่สนใจคริสจักรที่อ่อนแอ เจ้าไม่สนใจแผนการของเรา หรือเราจะไม่อวยพรคริสตจักรผ่านชีวิตของเจ้าต่อไป เจ้าผู้ที่เราอวยพรให้มีเงิน เจ้าผู้ที่เราอวยพรงาน เจ้าผู้ที่เราให้มีรายได้พิเศษ เจ้าผู้ที่เราทำให้ยอดขายทะลุเป้า เจ้าผู้ที่เราให้เงินเจ้ามาด้วยวิธีที่เจ้าประหลาดใจ แต่เจ้ากลับนิ่งเฉยไม่เข้าส่วนในแผนการของเรา ไม่เข้าส่วนในการขยายอาณาจักรของเรา ระวังพระองค์จะตรัสกับเราว่า…

“เพียงชั่วโมงเดียวทรัพย์สมบัติอลังการทั้งหลายก็ได้ถูกทำลายย่อยยับไป!”​ (วิวรณ์ 18:17)

พระเจ้าอาจตรัสกับคริสตจักรใดก็ได้ว่า…

“เพราะฉะนั้นจงกลับใจใหม่! มิฉะนั้นอีกไม่นานเราจะมาหาเจ้าและสู้กับคนเหล่านั้นด้วยดาบแห่งปากของเรา” (วิวรณ์ 2:16)

จำได้ไหม พระเจ้าทรงตรัสกับซาอูลว่า

“…ท่านได้ทอดทิ้งพระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงถอดท่านออกจากตำแหน่งกษัตริย์แห่งอิสราเอลแล้ว!” (1 ซามูเอล 15:26)

เหมือนแซมสัน เป็นฮีโร่ที่เคยฆ่าศัตรูมาเป็นพันเป็นหมืื่น และความหวังของอิสราเอลแขวนอยู่คนเขา พระเจ้าทรงถอนพระหัตถ์จากเขา เพราะเขาปฏิเสธเสียงของพระเจ้า ตอนหลังเขาตาบอดและไปโม่แป้งอยู่กับพวกทาสเพราะเขาปล่อยให้กิเลสผูกมัดเขา

เราก็เช่นกัน พระเจ้าอาจไม่ใช้เราถ้าเราไม่ขานรับสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เราทำในเวลาเช่นนี้ ถ้าเราไม่แสดงตัวชัดพร้อมเข้าส่วนในแผนการของพระเจ้า ผมไม่อยากเห็นพระเจ้าต้องพูดเช่นนี้กับใคร

“จงริบเงินหนึ่งตะลันต์นี้ไปให้คนที่มีสิบตะลันต์”​ (มัทธิว 25:28)

“ขอให้ที่อยู่ของเขาร้างเปล่า และอย่าให้มีผู้ใดอยู่ที่นั่น และขอให้อีกผู้หนึ่งมายึดตำแหน่งของเขา” (กิจการ 1:20)

ผมอยากเตือนใจพี่น้อง เรื่องการพิพากษา พระเจ้าตรัสว่า

“ทุกคนที่ได้รับมากจะถูกเรียกร้องมาก และคนที่ได้รับมอบหมายไว้มากจะถูกเรียกร้องมากยิ่งกว่า” (มัทธิว 12:48)

  • คุณจะแบกรับความอับอายได้อย่างไรถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นเพราะคุณไม่สน? (How will you bear the disgrace, if ever it come upon you, of having suffered your golden opportunities to be wasted?)
  • จะเป็นเช่นไรถ้าอิสราเอลถูกทำลายเพราะเอสเธอร์นิ่งเฉยไม่อธิษฐานและไม่ยอมทำอะไร?
  • คนจะจดจำเธอว่าเป็นราชินีแบบไหน หรือถ้าคนรอดเพราะพระเจ้าใช้คนอื่นหรือวิธีอื่น แต่เธอปฏิเสธภารกิจของเธอ ตราบใดที่ยังมีคนยิวก็คงไม่มีใครฉลองเทศกาลปุริม แต่คงแช่งสาปเอสเธอร์กันในความทรงจำ
  • บางคนที่มาเชื่อพระเจ้าหายไปเพราะเราไม่ดูแล เมื่อพระเจ้าถามเราจะรู้สึกอย่างไร?
  • เวลาผ่านไปอย่างไม่คอยท่า ถ้าเราไม่ทำอะไร พูดอะไรกับลูกของเราในยามที่เราพูดและสอนเขาได้ เราจะมาเสียใจทีหลังเรื่องลูกๆ ของเรา เราจะเรียกเวลากลับคืนมาไม่ได้ ถ้าเราไม่ฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไปในตอนนี้ วันหนึ่งข้างหน้าเขาก็จะไม่ฟังเรา
  • พ่อแม่ทำไมจึงไม่พูดกับลูกเมื่อเขายังฟังคุณ?

การถวายสร้างโบสถ์ก็เช่นกัน

  • ถ้าชีวิตของเราที่ผ่านมาใช้ชีวิตตามใจเพื่อตัวเอง เพื่อความสะดวกสบายของตน?
  • ถ้าคุณไม่ได้ทำอะไรเพื่อพระเจ้าและแผ่นดินของพระองค์เลย? เป็นสิ่งที่น่าอับอายรอผู้รับใช้ที่ไม่สัตย์ซื่ออยู่ข้างหน้า! ความไร้เกียรติกำลังรอเราอยู่ข้างหน้า!
  • ถ้าชีวิตของเราเป็นเหมือนเมฆที่ไม่มีฝน บ่อท่ีไม่มีน้ำ ควันตะเกียงที่ไม่มีแสงสว่าง ทุ่งนาที่ไม่มีอเะไรให้เก็บเกี่ยว บำเหน็จใดกำลังรอเราอยู่ข้างหน้า?

ขอให้เอเธอร์ทุกคนที่นี้ตั้งปฏิธานไว้เลยว่าเราจะไม่นำความอับอายเช่นนั้นมาสู่ชื่อของตน ขอให้ทั้งชาย หญิง คนหนุ่มคนสาว คนเฒ่าคนแก่ทุกคนว่าพระเจ้าวางเราไว้ในที่ที่เราอยู่เพื่อให้เรารับใช้ตามกำลังความสามารถและโอกาสที่พระเจ้าใ้หเพื่อพระประสงค์ของพระองค์

2.2 จงรีบทำก่อนพระเจ้าใช้คนอื่นทำ

“ที่จริงเธอมารับตำแหน่งราชินีก็เพื่อ ยามวิกฤตเช่นนี้ก็เป็นได้นะ ใครจะรู้” (เอสเธอร์ 4:14)

“ฉันจะเข้าเฝ้าพระราชาแม้ว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ถ้าฉันพินาศ ฉันก็พินาศ” (เอสเธอร์ 4:16)

เราจะมีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้าได้อย่างไร?

  • ก. โดยการแบ่งปันเรื่องพระเยซูกับคนใน “วังชีวิต” ของเรา ในที่ที่เราทำงาน ในโรงเรียน ฯลฯ
  • ข. โดยการถวายเพื่องานของพระเจ้า
  • ค. โดยการสมัครรับใช้ตามของประทาน

ตัวอย่าง
คริสตจักรแห่งหนึ่งในยุโรปเคยถูกระเบิดทำลายอย่างยับเยินในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ตัวอาคารถูกถล่มลงราบเป็นหน้ากลอง ทุกอย่างพังพินาศหมดยกเว้นรูปปั้นของพระเยซูซึ่งกางเขนเหยียบออกทั้งสองข้างเหมือนที่เราเห็นในรีโอเดอจานีโรในบราซิลแต่ของที่โบสถ์นี้เล็กกว่ามาก ในช่วงที่มีการทิ้งระเบิดแขนและมือทั้งสองข้างของพระเยซูถูกระเบิดขาด จึงเป็นรูปปั้นพระเยซูที่แขนขาดทั้งสองข้าง

เมื่อถึงเวลาสร้างคริสตจักรใหม่ คนในเมืองบางคนต้องการนำรูปปั้นลงมาซ่อมแซมเติมแขนและมือให้ครบถ้วน แต่สมาชิกคริสตจักรกลับบอกว่า “ไม่” เพราะมันช่วยเตือนใจเราว่าเราเป็นแขนและมือของพระเยซู ถ้ามีคนหิวโหยเราต้องเป็นคนเลี้ยงดูเขา ถ้ามีคนไม่มีเปลือยเปล่าไม่มีเสื้อผ้าใส่ เราต้องให้เสื้อผ้าเขา ถ้ามีคนจนที่เดือนร้อนต้องได้รบการดูแล เราต้องเป็นคนนั้นที่ให้การช่วยเหลือ

ความริงคือพระราชกิจของพระเจ้าสำเร็จผ่านทางเรา เราเป็นอุปกรณืของพระเจ้าซึ่งทำให้งานของพระองค์สำเร็จ เราเป็นคนนำข่าวดีไปยังคนทั้งปวง เราเป็นแขนขาของพระเยซู

 

3. ติดต่อกับพระเจ้าในเวลาเช่นนี้ (Connect with God in such a time as this)

“แล้วเอสเธอร์ตรัสบอกเขาให้ไปบอกโมรเดคัยว่า 16“ไปเถิด ให้รวบรวมพวกยิวทั้งสิ้นที่หาพบในสุสา และถืออดอาหารเพื่อฉัน อย่ารับประทาน อย่าดื่มสามวัน กลางคืนหรือกลางวัน ฉันและสาวใช้ของฉันจะอดอาหารอย่างท่านด้วย แล้วฉันจะเข้าเฝ้าพระราชาแม้ว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ถ้าฉันพินาศ ฉันก็พินาศ”” (เอสเธอร์ 4:15-16)

เอสเธอร์ไม่ได้เป็นตัวอย่าง แต่เป็นป้ายชี้ทางชี้ไปถึงพระเยซู พระเยซูเป็นเอสเธอร์ตัวจริง พระองค์ทรงอยู่ในราชวังที่สูงสุดและมีสง่าราศรีสูงสุด แต่พระองค์ยอมสละ ทรงหันหลังให้กับวังของพระองค์เพื่อจะมาช่วยเราให้รอด ต่างจากเอสเธอ ไม่มีใครกดดันพระองค์ให้ทำ
ฟิลิปปี 2 กล่าวว่าพระองค์ทรงสละพระองค์และมารับสภาพมนุษย์ ยอมถ่อมพระทัยเชื่อฟังจนถึงมรณา พระองค์ไม่เพียงแค่เสี่ยงชีวิตเหมือนเอสเธอ แต่ทรงสละชีวิตเพื่อพวกเรา

ตอนนี้พระองค์ไม่ได้ยืนอยู่ที่หน้าบัลลังค์ของเซอร์ซีส แต่อยู่ที่พระบัลลังค์ของพระเจ้า ทรงอธิษฐานขอเพื่อเรา ทรงอวยพระพรเรา และทรงปกป้องเรา เพระาพระองค์ทรงทำเช่นนี้ เราจึงได้รับการยกโทษ ทรงยอมรับเรา ทรงช่วยเราให้พ้นจากความบาป

ตระหนักว่าพระเจ้าทรงวางเราไว้เพื่อเวลาเช่นนี้

  • ถูกคน
  • ถูกเวลา
  • ตัดสินใจร่วมมือกับพระเจ้าในเวลาเช่นนี้
  • หากไม่ทำ พระเจ้าจะใช้คนอื่นทำ
  • ติดต่อกับพระเจ้าในเวลาเช่นนี้

Published on July 30, 2017

วันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม 2017

โดย ศจ.ดร.อานุภาพ วิชิตนันทน์
ศิษยาภิบาลอาวุโส คริสตจักรเสรีภาพกรุงเทพ

Leave a Reply

Your email address will not be published.